CD Projekt ย้ำเลิกใช้ REDengine ไม่ได้เพราะ Cyberpunk 2077 ล้มเหลวทางเทคนิค
CD Projekt ออกมาชี้แจงกระแสคาดเดาเกี่ยวกับการตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้ Unreal Engine 5 สำหรับ The Witcher 4 โดยยืนยันว่าการเลิกพัฒนาเกมด้วยเอนจินภายในอย่าง REDengine ไม่ได้มีสาเหตุมาจากปัญหาเทคนิคของ…

CD Projekt ออกมาชี้แจงกระแสคาดเดาเกี่ยวกับการตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้ Unreal Engine 5 สำหรับ The Witcher 4 โดยยืนยันว่าการเลิกพัฒนาเกมด้วยเอนจินภายในอย่าง REDengine ไม่ได้มีสาเหตุมาจากปัญหาเทคนิคของ Cyberpunk 2077 ตามที่หลายคนเข้าใจกัน
มิคาล โนวาคอฟสกี ซีอีโอร่วมของบริษัท ระบุในพอดแคสต์ Deconstructor of Fun ว่า ความท้าทายของ Cyberpunk 2077 ไม่ได้เป็นปัญหาที่ตัว REDengine โดยตรง เขามองว่าความเชื่อที่ว่าความล้มเหลวของเกมดังกล่าวทำให้บริษัทถอดใจจากเอนจินตัวเองนั้นเป็นข้อสรุปที่คลาดเคลื่อน
เขาอธิบายว่าแก่นของ CD Projekt ไม่ใช่การเป็นบริษัทพัฒนาเทคโนโลยี แต่เป็นการเล่าเรื่องและสร้างประสบการณ์เกมที่ดื่มด่ำที่สุด แม้ในอดีตการมีเอนจินของตัวเองจะช่วยให้ทีมทำเกมที่มีภาพและเทคนิคระดับสูงได้ แต่เมื่อเห็นศักยภาพของ Unreal Engine 5 จากเดโม The Matrix Awakens ผู้บริหารจึงมองว่าการหันไปจับมือกับเทคโนโลยีภายนอกน่าจะเหมาะกับทิศทางของบริษัทมากกว่า
ตามคำอธิบายของโนวาคอฟสกี การร่วมมือกับ Epic Games ไม่ได้หมายถึงการซื้อไลเซนส์มาใช้งานอย่างเดียว แต่เป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่ CD Projekt จะมีส่วนช่วยกำหนดทิศทางของ Unreal Engine ในระดับลึก เพื่อให้เอนจินรองรับความต้องการเฉพาะของเกมขนาดใหญ่และซับซ้อนแบบที่สตูดิโอต้องการ
เขายังบอกอีกว่าทีมของ CD Projekt เป็นหนึ่งในไม่กี่ทีมภายนอก Epic ที่เข้าไปทำงานกับ “แกนใน” ของเอนจินอย่างใกล้ชิด ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทไม่ได้แค่เปลี่ยนเครื่องมือ แต่กำลังพยายามมีอิทธิพลต่อการพัฒนาเทคโนโลยีที่อาจส่งผลต่อเกมในอนาคตด้วย
ประเด็นนี้ทำให้การจับตา The Witcher 4 น่าสนใจขึ้น ทั้งในแง่คุณภาพทางเทคนิคของตัวเกม และในแง่ว่า CD Projekt จะช่วยผลักดัน Unreal Engine 5 ไปไกลแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อเครื่องยนต์กราฟิกของ Epic ถูกวิจารณ์เรื่องอาการสะดุดและประสิทธิภาพอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งยังมีคำถามต่อไปว่าอิทธิพลของสตูดิโอจะขยายไปถึง Unreal Engine รุ่นถัดไปหรือไม่ หากอนาคตของวงการเกมเริ่มพึ่งพา AI มากขึ้น


