ซีอีโอ New Blood ย้ำเรียกเกมแนว immersive sim ตรงๆ ไม่ช่วยขาย
Dave Oshry ซีอีโอของ New Blood Interactive ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่า คำว่า “immersive sim” แทบไม่ช่วยในแง่การตลาด และอาจเป็นชื่อที่สื่อสารกับผู้เล่นทั่วไปได้แย่ที่สุดด้วยซ้ำ สำหรับเขา แนวเกมนี้เป็น…

Dave Oshry ซีอีโอของ New Blood Interactive ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่า คำว่า “immersive sim” แทบไม่ช่วยในแง่การตลาด และอาจเป็นชื่อที่สื่อสารกับผู้เล่นทั่วไปได้แย่ที่สุดด้วยซ้ำ สำหรับเขา แนวเกมนี้เป็นสิ่งที่แฟนพันธุ์แท้เข้าใจดีอยู่แล้ว แต่ถ้าเอาไปติดเป็นป้ายโปรโมต คนส่วนใหญ่กลับไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร หรืออาจเข้าใจผิดว่าเป็นเกมจำลองสถานการณ์บางแบบ
บทสนทนานี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสถกเถียงเรื่องการนิยามแนวเกม Gloomwood และ Fallen Aces ซึ่งเป็นโปรเจกต์ early access ของ New Blood ที่มีรากจากเกมสายลับลอบเร้นและเกมเปิดทางแก้ปัญหาหลากวิธี Oshry เล่าว่าเขาโตมากับ Deus Ex และ Thief แต่ในยุคนั้นเขามองสองเกมนี้ในกรอบที่เข้าใจง่ายกว่า เช่น เกมแอ็กชันมุมมองบุคคลที่หนึ่งผสม RPG หรือเกมสเตลท์ มากกว่าจะเรียกด้วยคำว่า immersive sim
ประเด็นสำคัญที่เขาย้ำคือ เกมประเภทนี้อาจมีรากฐานร่วมกับ RPG มากกว่าที่หลายคนคิด เพราะแก่นของมันคือการสร้างตัวละคร การเลือกทางแก้ปัญหา และการใช้ระบบต่างๆ ของเกมอย่างอิสระ ซึ่งในสายตาคนทั่วไป ฟังดูไม่ต่างจากสิ่งที่ RPG ทำอยู่แล้ว เขาจึงมองว่า การเรียกเกมแนวนี้ว่า RPG จะช่วยให้ตลาดเข้าใจง่ายกว่า ขณะที่คำว่า immersive sim ฟังดูเฉพาะกลุ่มและต้องอธิบายเพิ่มมากเกินไป
Oshry ยังยกตัวอย่างว่าค่ายหรือสตูดิโอที่เคยพยายามสื่อสารแนวนี้แบบตรงๆ มักต้องเสียเวลาอธิบายตัวเกมแทนที่จะใช้พลังงานไปกับการขาย “ประสบการณ์” ของเกม โดยเขาอ้างถึงกรณีของ Prey จาก Arkane ที่ต้องใช้ความพยายามมากในการอธิบายว่าตัวเกมเป็นอะไรและเล่นอย่างไร ทั้งที่สิ่งที่ควรขายจริงๆ คือไอเดียและระบบที่น่าสนใจภายในเกม
ในมุมธุรกิจ เขามองว่าปัญหานี้สะท้อนชัด เพราะผู้จัดจำหน่ายและตลาดวงกว้างมักมอง immersive sim ว่าเป็นแนวเฉพาะกลุ่มและขายยาก แต่ถ้าใช้คำว่า RPG หรือแม้แต่คำที่คนทั่วไปคุ้นกว่า ก็จะเข้าถึงผู้เล่นได้กว้างกว่า เขายังยก Baldur’s Gate 3 เป็นตัวอย่างว่าหลายองค์ประกอบของเกมนั้นมีความเป็น immersive sim อยู่ไม่น้อย แต่ทีมผู้สร้างก็เลือกนำเสนอในฐานะ RPG ซึ่งตลาดเข้าใจได้ทันที
อย่างไรก็ตาม Oshry ก็ยอมรับว่าการตั้งคำโปรยแบบง่ายเกินไปก็มีด้านลบเช่นกัน เพราะเมื่อเขาเคยเรียก Gloomwood ว่า “Thief with guns” ก็ทำให้เกิดความคาดหวังจากแฟนเกม Thief โดยตรง ทั้งที่ตัวเกมจริงผสมแรงบันดาลใจจากหลายแหล่งมากกว่านั้น เช่น ความสยองขวัญและความเป็นเอาตัวรอดแบบ Resident Evil หรือ Call of Cthulhu
ท้ายที่สุด เขาสรุปว่าบางคำที่วงการเกมใช้กันภายในอาจมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และช่วยคนทำเกมสื่อสารกันเองได้ แต่เมื่อถึงเวลาขายเกมให้คนทั่วไป คำว่า immersive sim กลับไม่ใช่คำที่เหมาะจะนำมาเป็นหัวหอกการตลาด ต่างจากคำอย่าง “boomer shooter” ที่แม้จะฟังประหลาด แต่กลับทำหน้าที่อธิบายกลุ่มเกมได้ตรงและรวดเร็วกว่า นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ New Blood เลือกเรียก Gloomwood, Fallen Aces และ Blood West ว่าเป็น “stealth trilogy” แทนที่จะใช้ป้าย immersive sim trilogy ซึ่ง Oshry เชื่อว่าถ้าใช้คำหลังนี้ คนคงไม่ค่อยสนใจซื้อเกมเหล่านี้เลย


