นักพัฒนาอินดี้ถอดเสียง AI ออกจากเกม หลังโดนวิจารณ์เรื่องใช้เทคโนโลยีที่เจ้าตัวเคยประณาม
Paolo Pedercini นักพัฒนาเกมอินดี้ที่ใช้ชื่อ Mollieindustria ซึ่งเป็นผู้สร้างเกมเสียดสีสังคมและการเมือง Future? No Thanks! ถูกจับตามองอีกครั้ง หลังออกมายอมรับว่าในเกมมีการใช้เครื่องมือ AI เชิงกำเนิด…

Paolo Pedercini นักพัฒนาเกมอินดี้ที่ใช้ชื่อ Mollieindustria ซึ่งเป็นผู้สร้างเกมเสียดสีสังคมและการเมือง Future? No Thanks! ถูกจับตามองอีกครั้ง หลังออกมายอมรับว่าในเกมมีการใช้เครื่องมือ AI เชิงกำเนิดทั้งในส่วนของเสียงพากย์แบบข้อความเป็นเสียง และโค้ดบางส่วน แม้ก่อนหน้านี้เขาจะเคยเรียกเทคโนโลยีลักษณะนี้ว่าเป็นโครงการที่ “ต่อต้านมนุษย์” และ “ต่อต้านศิลปะ” ก็ตาม
ประเด็นนี้ยิ่งทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ เพราะเกมของเขาเองตั้งใจล้อเลียนและวิจารณ์การใช้ AI อย่างไม่ระมัดระวังในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ก่อนหน้านี้ตัวเกมก็เคยเจอปัญหากับ Steam เรื่องภาพเปลือยบางฉากจนการวางจำหน่ายล่าช้า แต่ครั้งนั้น Pedercini ได้รับแรงสนับสนุนค่อนข้างมาก ขณะที่รอบนี้เสียงตอบรับกลับตรงกันข้าม ผู้เล่นและผู้ติดตามจำนวนหนึ่งมองว่าการใช้ AI ในผลงานที่ตั้งใจเสียดสี AI เองเป็นเรื่องย้อนแย้งและบั่นทอนความน่าเชื่อถือ
Pedercini อธิบายผ่านบล็อกว่าการใช้ AI ของเขามีขอบเขตจำกัด โดยบอกว่าเสียงพากย์บางส่วนถูกสร้างด้วย text-to-speech และโค้ดที่ใช้ AI ก็มีเพียงส่วนน้อยมาก เช่น ช่วยแก้บั๊กหรือซ่อมชิ้นงานที่ตนไม่ได้เขียนเอง เขายังโต้แย้งว่าการสร้างเกมเสียดสี AI ไม่จำเป็นต้องยึดจุดยืน “ห้ามใช้ AI 100%” เพราะตัวเกมเริ่มพัฒนาก่อนที่วงการจะมีฉันทามติชัดเจนเรื่องการปฏิเสธ generative AI
อย่างไรก็ตาม คำอธิบายดังกล่าวไม่สามารถลดแรงต้านได้มากนัก ล่าสุดเขาจึงประกาศถอดเสียง TTS ที่เป็นปัญหาออก แล้วแทนที่ด้วยเสียงที่บันทึกโดยนักแสดงมนุษย์แทน โดยยอมรับว่าจริง ๆ แล้วมีการอัดเสียงเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ตอนแรกเขาเลือกเวอร์ชัน AI เพราะเห็นว่ามันให้บรรยากาศประหลาดและตลกกว่าในบริบทของเกม
แม้จะยอมแก้ไขเนื้อหา Pedercini ก็ยังไม่พอใจกับทิศทางกระแสตอบรับ เขาโพสต์ต่อว่าตัวเองถูกโจมตีจากการเปิดเผยการใช้ AI เพียงเล็กน้อย และชี้ว่า Steam ไม่ได้บังคับให้ต้องเปิดเผยการใช้ AI ในงานที่เป็นเพียงเครื่องมือช่วยเขียนโค้ด จึงทำให้ผู้เล่นหลายคนอาจไม่รู้ว่าหลายเกมอินดี้มีการพึ่งพา AI อยู่บ้างโดยไม่ประกาศชัดเจน เขายังโยงประเด็นไปถึงบรรยากาศถกเถียงในวงการเกมที่ร้อนแรงคล้ายยุค GamerGate อีกด้วย
ท้ายที่สุด เขายอมรับว่าบล็อกโพสต์แรกของตัวเอง “ไม่ดี” และประกาศว่าผู้เล่นที่รู้สึกถูกหักหลังสามารถขอเงินคืนได้ พร้อมบอกว่าโปรเจกต์ถัดไปจะเขียนโค้ดด้วยมือทั้งหมด เพราะเขามองว่า AI-assisted programming ไม่เหมาะกับตัวเอง กรณีนี้จึงสะท้อนทั้งข้อถกเถียงเรื่องความสอดคล้องระหว่างจุดยืนทางศิลปะกับวิธีการผลิตผลงาน และคำถามใหญ่ขึ้นเกี่ยวกับการเปิดเผยการใช้ AI ในวงการเกมอินดี้ที่ยังไม่มีมาตรฐานชัดเจน


